โรงงานเซรามิค ที่ใหญ่ที่สุดในไทย

คราวน์เซรามิกส์ (Crown Ceramics) ถือเป็นอีกหนึ่งแบรน์ดที่มีโงงานเซรามิคที่ใหญ่สุดในประเทศไทย ตลอดระยะเวลากว่า 20 กว่าปีมานี้ที่ คราวน์ได้พัฒนาสินค้ากว่าหลายรูปแบบส่งออกต่างประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะทางเอเชีย และทวีปยุโรปต่างเป็นฐานลูกค้าที่สำคัญ โดยบริษัทแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี พ. ศ. 2534 เริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวที่นำโดยคุณมนัสเชิด เกียรติศักดิ์ ด้วยประสบการณ์ที่มากกว่า 50 ปีในวงการเซรามิคไทย

แต่ก่อนที่เป็นคราวน์เซรามิกส์นั้น บริษัทแรกทีเป็นต้นกำเนิดคือ คอมพาวด์เคลย์ (Compound Clay Company Limited) ก่อตั้งในปี พ. ศ. 2505 บริการหลักของ คอมพาวด์เคลย์ คือการผสมและขายดินคุณภาพให้กับผู้ผลิตในภูมิภาค ต่อมาคุณเชิดเกียรติศักดิ์จึงตัดสินใจเริ่มต้นผลิตสินค้าเซรามิกสำเร็จรูป คราวน์เซรามิกส์ จึงได้เริ่มขึ้นและเติบโตขึ้นตามกาลเวลา บริษัทแห่งนี้ขับเคลื่อนโดยโรงงานผลิตขนาดใหญ่ทั้งหมด 3 แห่ง มีความสามารถในการผลิตมากกว่า 10 ล้านชิ้นต่อปี ความสำเร็จของเราแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายอันเป็นที่ต้องการของลูกค้า

การตอบสนองต่อในตลาดโลก

พวกเขามีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ทำให้ได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าเป็นผู้ผลิตชุดทานอาหารมาตรที่มีฐานสูงซึ่งผ่านกระบวนการออกแบบที่ซับซ้อน นอกจากที่จะจัดส่งสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเองแล้ว ยังรับออกแบบตามแบรนด์ของลูกค้าอีกด้วย ทางบริษัทเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถออกแบบ และสั่งทำสินค้าได้ตามที่ต้องการ

ลูกค้าตั้งแต่ในอดีตและปัจจุบันได้แก่ Disney Store และ Starbucks ถือเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญที่สุดของบริษัท คราวน์เซรามิกส์ กำลังก้าวพัฒนาไปไปสู่การเป็นผู้ผลิตออกแบบสินค้าของตนเอง ด้วยความได้เปรียบจากทีมนักออกแบบของเราที่เชี่ยวชาญในการเครื่องเคลือบเป็นพิเศษ เพื่อมุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างสรรค์เพื่อเน้นนำเสนอวัฒนธรรมบนโต๊ะอาหารโลกในราคาที่เหมาะสม เชื่อว่าฐานการผลิตจะเพิ่มขยายมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในโรงงานเซรามิคขนาดใหญ่ที่สุดของไทยแล้ว

ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีปัญหาจากตลาดสหรัฐอยู่บ้างในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ก็สามารถเอาตัวรอดจนขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศอื่นๆได้อีกหลายประเทศ ทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 800 ล้านบาท คราวน์เซรามิกส์ เริ่มฟื้นตัวกลับมามองตลาดในไทย โดยเฉพาะการทำ IPO ในไทยที่นักลงทุนต่างจ้องมองโอกาสในการเข้าลงทุนกับหุ่นของพวกเขา นับจากปี 2010 พวกเขาทำรายได้ 542 ล้านบาท เมื่อปี 2017 ที่ผ่านมาพวกเขาทำเงินได้มากกว่า 1005 ล้านบาทเลยทีเดียว